เพชรนาวา โฮปแคร์เพชรนาวา โฮปแคร์PETCH NAVA HOPE CARE
← กลับไปหน้าบทความทั้งหมดการดูแลโดยครอบครัว

คนในครอบครัวติดยา ควรทำอย่างไร? แนวทางช่วยเหลือคนที่คุณรักอย่างปลอดภัยและได้ผล

อัปเดตล่าสุด 11 ตุลาคม 2569
คนในครอบครัวติดยา ควรทำอย่างไร? แนวทางช่วยเหลือคนที่คุณรักอย่างปลอดภัยและได้ผล

เมื่อพบว่าคนในครอบครัวมีปัญหาการใช้สารเสพติด ความรู้สึกตกใจ เสียใจ และวิตกกังวลเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกครอบครัว แต่การรับมือด้วยอารมณ์หรือการเผชิญหน้าอย่างรุนแรงมักทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้น การช่วยเหลือคนที่เรารักอย่างถูกต้องจำเป็นต้องเริ่มต้นจากการตั้งสติ การคำนึงถึงความปลอดภัยของสมาชิกในบ้าน การสื่อสารเชิงบวกที่ไม่ตีตรา และการขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนการดูแลอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยให้คนที่เรารักเปิดใจเข้าสู่กระบวนการบำบัดได้อย่างปลอดภัย

ผลกระทบของสารเสพติดต่อพลวัตและสุขภาพจิตของคนในครอบครัว

กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ชี้ว่า สารเสพติดไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตัวผู้ใช้เพียงคนเดียว แต่ส่งผลกระทบสะเทือนต่อความมั่นคงของทั้งครอบครัว (Family System) เมื่อมีสมาชิกคนหนึ่งเริ่มใช้ยา ครอบครัวมักตกอยู่ในภาวะความเครียดเรื้อรัง เกิดความหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจ และสูญเสียบรรยากาศความสุขในบ้าน

สมาชิกในครอบครัวหลายคนมักเกิดภาวะร่วมพึ่งพาทางอารมณ์ (Codependency) โดยเอาความสุขและความทุกข์ของตนเองไปผูกติดอยู่กับพฤติกรรมของผู้ใช้สาร บางคนอาจรู้สึกผิดว่าตนเองเลี้ยงดูไม่ดีพอ หรือบางคนอาจทุ่มเทเงินทองและพลังงานจนสุขภาพกายและสุขภาพจิตของตนเองทรุดโทรม การทำความเข้าใจว่าการติดสารเสพติดเป็นโรคเรื้อรังทางสมองจะช่วยปลดล็อกความรู้สึกผิดในใจของพ่อแม่และคู่สมรสลงได้

กฎเหล็กข้อแรก: ความปลอดภัยของทุกคนในบ้านต้องมาก่อนเสมอ

สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (PMNIDAT) เน้นย้ำว่า ความปลอดภัยทางกายภาพและจิตใจของสมาชิกทุกคนในบ้านคือสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด:

- หากผู้ใช้สารอยู่ในภาวะมึนเมา คลุ้มคลั่ง หวาดระแวง หรือมีอารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรง ห้ามเข้าไปโต้เถียง ต่อว่า หรือพยายามสั่งสอนในเวลานั้นอย่างเด็ดขาด เพราะสมองส่วนการควบคุมอารมณ์ของผู้ป่วยกำลังถูกรบกวนด้วยฤทธิ์ยา

- รักษาระยะห่างที่ปลอดภัย เก็บของมีคม ยานอนหลับ กุญแจรถยนต์ และสิ่งของมีค่าให้มิดชิด

- หากในบ้านมีเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ ควรพาออกไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยหรือบ้านญาติเป็นการชั่วคราว

- หากเริ่มมีพฤติกรรมข่มขู่ว่าจะทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ให้รีบโทรติดต่อสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 หรือสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ทันที

สิ่งที่ครอบครัวควรทำอย่างมีสติและถูกหลักจิตวิทยา

การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการยอมรับความจริงและการเปลี่ยนแปลงของผู้มีปัญหาการใช้สาร มีแนวทางปฏิบัติดังนี้:

- ปรับมุมมองต่อปัญหา (Reframe the Mindset)

มองว่าการติดสารเสพติดคือภาวะเจ็บป่วยทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาและเยียวยาจิตใจ ไม่ใช่ความล้มเหลวทางศีลธรรม ความเข้าใจนี้จะช่วยลดความโกรธและความเคียดแค้นในครอบครัวลง

- เลือกจังหวะเวลาในการพูดคุยอย่างรอบคอบ

เลือกช่วงเวลาที่ผู้ใช้สารมีสติสัมปชัญญะดีที่สุด ไม่อยู่ในภาวะมึนเมา ไม่ได้กำลังต้องการยา และทั้งสองฝ่ายมีอารมณ์สงบ ควรพูดคุยในพื้นที่ที่เป็นส่วนตัว ปราศจากเสียงรบกวน

- สื่อสารด้วยความห่วงใยและใช้ข้อเท็จจริง (I-Message Communication)

หลีกเลี่ยงการใช้คำพูดเชิงกล่าวโทษ เช่น "ทำไมทำตัวแย่แบบนี้" ให้เปลี่ยนมาสื่อสารด้วยความรู้สึกเป็นห่วงและระบุพฤติกรรมที่มองเห็น เช่น "พ่อกับแม่เป็นห่วงสุขภาพของลูกมาก เมื่อเห็นลูกไม่ทานข้าวและนอนไม่หลับติดต่อกันหลายวัน เราอยากช่วยให้ลูกกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม"

- รวบรวมข้อมูลสถานบำบัดและสายด่วนให้คำปรึกษาไว้ล่วงหน้า

ศึกษาข้อมูลศูนย์บำบัดที่มีใบอนุญาตถูกต้อง มีมาตรฐานความปลอดภัย และเข้าใจรูปแบบโปรแกรมไว้ล่วงหน้า เพื่อให้พร้อมเสนอทางเลือกเมื่อคนที่เรารักเริ่มเปิดใจ

สิ่งที่ครอบครัวไม่ควรทำเพราะจะกลายเป็นการส่งเสริมการเสพ (Enabling Behavior)

บ่อยครั้งที่ครอบครัวทำสิ่งต่างๆ ด้วยความรักและความสงสาร แต่กลับกลายเป็นการทำลายโอกาสในการเลิกยาของผู้ป่วยโดยไม่รู้ตัว:

- การให้เงินสดเมื่อผู้ใช้สารขอโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือให้เพราะกลัวว่าผู้ป่วยจะอาละวาด

- การช่วยปกปิดความผิด เช่น โทรไปโกหกที่ทำงาน โกหกโรงเรียน หรือตามจ่ายหนี้สินและคดีความจากการใช้ยา เพราะจะทำให้ผู้ป่วยไม่เคยได้เผชิญหน้ากับผลลัพธ์ที่แท้จริงของการกระทำตนเอง

- การใช้ความรุนแรง การดุด่าประชดประชัน หรือการประจานให้ผู้อื่นอับอาย เพราะจะผลักดันให้ผู้ป่วยยิ่งรู้สึกสิ้นหวังและกลับไปพึ่งพายาเพื่อหนีความเจ็บปวด

- การละเลยการดูแลตนเอง พ่อแม่หรือคู่สมรสต้องไม่ปล่อยให้ตนเองอดนอน ป่วย หรือซึมเศร้าจากการแบกรับปัญหาเพียงลำพัง

การตั้งขอบเขตที่ชัดเจนและดีต่อสุขภาพใจ (Healthy Boundaries)

การตั้งขอบเขตไม่ได้แปลว่าการตัดขาด แต่เป็นการกำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อปกป้องความปลอดภัยของครอบครัวและกระตุ้นให้ผู้ป่วยตัดสินใจเปลี่ยนแปลง:

- ตกลงร่วมกันอย่างชัดเจนว่าจะไม่มีการนำสารเสพติดหรืออุปกรณ์ใดๆ เข้ามาในบ้านเด็ดขาด

- ชี้แจงอย่างนุ่มนวลและเด็ดขาดว่า ครอบครัวรักและพร้อมช่วยเหลือด้านค่ารักษาพยาบาลและการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ แต่จะไม่สนับสนุนเงินสด ไม่ซื้อของมีค่าให้ใหม่ และไม่จ่ายหนี้สินที่เกิดจากการเสพยาอีกต่อไป

- หากผู้ป่วยไม่ปฏิบัติตามกฎ ครอบครัวจำเป็นต้องยืนหยัดในผลลัพธ์ที่ได้ตกลงกันไว้โดยไม่ใจอ่อน

ตัวอย่างสถานการณ์จริงและบทสนทนาเปรียบเทียบ (Scenario Dialogue)

- ตัวอย่างที่ 1: เมื่อต้องการเปิดประเด็นเรื่องสุขภาพ

- คำพูดที่ควรเลี่ยง: "แกไปทำอะไรมา ทำไมตาขวาง ผอมเหมือนผี ไม่คิดจะทำมาหากินเลยใช่ไหม" (ผลลัพธ์: ผู้ป่วยเกิดการต่อต้าน โกรธ และเดินหนี)

- คำพูดที่แนะนำ: "ช่วงนี้เราเห็นเธอนอนไม่ค่อยหลับและทานข้าวได้น้อยมาก เราเป็นห่วงสุขภาพของเธอจริงๆ นะ มีเรื่องเครียดอะไรที่อยากเล่าให้เราฟังบ้างไหม" (ผลลัพธ์: ผู้ป่วยรู้สึกปลอดภัยและเปิดใจเล่าความกดดัน)

- ตัวอย่างที่ 2: เมื่อผู้ป่วยขอเงินโดยอ้างว่าจำเป็น

- คำพูดที่ควรเลี่ยง: "จะเอาไปซื้อยามาเสพใช่ไหม ชาตินี้ไม่มีวันเจริญหรอก" (ผลลัพธ์: เกิดการทะเลาะรุนแรง)

- คำพูดที่แนะนำ: "ตอนนี้เราไม่สะดวกให้เป็นเงินสดนะ แต่ถ้าต้องการซื้อข้าว ซื้อของใช้ หรืออยากไปหาหมอ เราพร้อมพาไปและจ่ายค่าใช้จ่ายให้โดยตรงเลย" (ผลลัพธ์: ตัดวงจรการนำเงินไปซื้อสารโดยไม่สร้างความขัดแย้ง)

การดูแลสุขภาพจิตของผู้ดูแลเพื่อป้องกันภาวะหมดไฟ (Caregiver Burnout Prevention)

การดูแลผู้มีปัญหาการใช้สารเสพติดเป็นเรื่องที่ต้องใช้พลังใจมหาศาล สมาชิกในครอบครัวจึงต้องดูแลตนเองควบคู่ไปด้วย:

- แบ่งเวลาพักผ่อนและทำกิจกรรมที่ตนเองชอบ เพื่อไม่ให้ชีวิตจมอยู่กับปัญหาของผู้ป่วยตลอดเวลา

- ปรึกษานักจิตวิทยาหรือเข้าร่วมกลุ่มครอบครัวบำบัด เพื่อระบายความอัดอั้นและแลกเปลี่ยนแนวทางรับมือกับครอบครัวอื่นๆ ที่ผ่านสถานการณ์เดียวกัน

- ตระหนักเสมอว่า เราสามารถให้ความรักและเสนอทางเลือกแก่คนที่เรารักได้ แต่การตัดสินใจก้าวข้ามปัญหาต้องมาจากตัวผู้ป่วยเอง

คำถามที่พบบ่อย

ควรบังคับคนในครอบครัวไปบำบัดหรือไม่?+

การบังคับมักไม่ได้ผลดีในระยะยาว เพราะการฟื้นฟูที่ยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือของผู้รับบริการ ยกเว้นในกรณีฉุกเฉินที่มีอาการทางจิตเวชรุนแรง ก้าวร้าว หรือเสี่ยงทำร้ายตนเองและผู้อื่น ที่จำเป็นต้องส่งตัวเข้ารักษาทางการแพทย์ฉุกเฉิน

ควรพูดอย่างไรเมื่อเริ่มต้นเปิดใจคุยเรื่องการบำบัด?+

เริ่มด้วยการแสดงความรักและความเป็นห่วง เช่น "เราเห็นเธอเหนื่อยและทรมานกับสุขภาพตอนนี้มาก เรารักเธอและไม่อยากเห็นเธอต้องแบกรับคนเดียว เราลองไปปรึกษาคุณหมอดูก่อนไหมว่ามีวิธีช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างไรบ้าง"

หากคนในบ้านมีพฤติกรรมก้าวร้าวหรืออาละวาดควรทำอย่างไร?+

ให้ถอยออกมาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยทันที ไม่โต้เถียงหรือใช้กำลังตอบโต้ และโทรแจ้งเจ้าหน้าที่กู้ชีพหรือสายด่วนฉุกเฉิน 1669/191 เพื่อเข้าระงับเหตุอย่างปลอดภัย

หากครอบครัวของคุณกำลังมองหาทางออกและต้องการคำปรึกษาอย่างปลอดภัย ติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญเพชรนาวา โฮปแคร์ ได้ตลอดเวลา

ขอรับคำปรึกษาครอบครัว

แหล่งอ้างอิง

  1. กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
  2. สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (PMNIDAT)
  3. SAMHSA
ต้องการปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม? ทีมงานเพชรนาวา โฮปแคร์ยินดีให้คำแนะนำฟรี เป็นความลับ
ปรึกษาฟรี
โทรเลย